ร่าง แผนแม่บท ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) พ.ศ.2552 - 2556

ร่าง แผนแม่บท

ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)

(พ.ศ.2552 - 2556)

.................................................

 

ส่วนที่ 1 บททั่วไป   ประวัติความเป็นมา

 

สืบเนื่องมาจากการที่มหาเถรสมาคมมีนโยบายให้คณะสงฆ์แต่ละจังหวัด พิจารณาคัดเลือกวัดที่มีความเหมาะสมในด้านวิปัสสนาธุระ เสนอขอจัดตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2543 ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด[1]

การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนั้น ต้องดำเนินการตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2543 ซึ่งระบุไว้ว่า "การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานประชุมคณะกรรมการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด คัดเลือกวัดที่เหมาะสม ให้เจ้าอาวาสวัดที่จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ยื่นหนังสือขอจัดตั้งตามแบบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอคณะกรรมการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พิจารณา แล้วให้ประธานคณะกรรมการรายงานเสนอเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่พิจารณาเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาอนุมัติ เพื่อมีพระบัญชาการตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นทะเบียนเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด[2]

ดังนั้น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในที่นี้จึงหมายถึงสำนักปฏิบัติธรรมที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามมติมหาเถรสมาคม และเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่คณะสงฆ์ไทย โดยมหาเถรสมาคมให้การส่งเสริมสนับสนุนให้วัดทั่วประเทศจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับประชาชนพุทธบริษัทที่สนใจใคร่ปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เจริญสมถวิปัสสนา โดยมีเป้าหมายให้คณะสงฆ์แต่ละจังหวัดมีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในด้านการฝึกอบรมสมถกัมมัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง

ปัจจุบัน การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากถึงประมาณ 1,000 สำนัก กระจายครอบคลุมทุกจังหวัดตามเจตนารมณ์แห่งระเบียบ มส. แต่ปัญหาที่เกิดตามมาเนื่องจากสำนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่ตั้งขึ้นแล้ว ดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบแนวคิดของวัด ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว จะเห็นว่ายังคงมีลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการประสานความร่วมมือกันระหว่างสำนัก ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานหรือแนวปฏิบัติสำหรับการติดตามและประเมินผล รวมทั้งขาดการสนับส่งเสริมด้านองค์ความรู้ บุคลากร การบริหารจัดการ งบประมาณ และขาดการกระตุ้นส่งเสริมให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบภารกิจดังกล่าว และไม่มีการกำหนดระเบียบหรือมาตรการบังคับหรือส่งเสริมใดๆ ที่ชัดเจน นี้จึงส่วนหนึ่ง ซึ่งสำนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านความรู้ภาคปริยัติ และประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้ความสามารถในการเผยแผ่อบรมสั่งสอนประชาชน หรืออาจเป็นเพราะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสับสนในการดำเนินงานตามบทบาทที่พึงประสงค์ของสำนักปฏิบัติธรรม ในฐานะสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด

ในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ทั่วประเทศ ณ วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) โดยมีผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และคณะธรรมยุต ซึ่งมติที่ประชุมได้คัดเลือกเป็นคณะกรรมการบริหารศูนย์ ประกอบด้วย

  1. พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี แห่งที่ 1 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคกลาง เป็น ประธาน
  2. พระราชรณังคมุนี (เสนอ สิริปญฺโญ) เจ้าคณะจังหวัดระนอง เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดระนอง แห่งที่ 1 วัดตโปทาราม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดภาคใต้ เป็น รองประธาน
  3. พระราชธีราจารย์ (สำลี ปญฺญาวโร) เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนม แห่งที่ 16 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคตะวันออก เป็น รองประธาน
  4. พระครูภาวนาโสภิต วิ. (บุญญรัตน์ ปญฺญาวุฑฺโฒ) เจ้าอาวาสวัดพระยืน เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดลำพูน แห่งที่ 2 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคเหนือ เป็น รองประธาน
  5. พระครูสิริธรรมานุศาสน์ (สุวิทย์ อชิโต) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช (ธ) เจ้าอาวาสวัดศรีทวี เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งที่ 2 (ธ) ผู้แทนจากคณะธรรมยุต เป็น รองประธาน
  6. พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็น กรรมการ และ เลขานุการ
  7. พระครูอาทรวนกิจ เจ้าอาวาสวัดลุมพินีวันวราราม เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดอุดรธานี แห่งที่ 10 เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
  8. พระมหาชัยนิพจน์ อตฺตทนฺโต เลขานุการเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
  9. นายวิศิษฎ์ พงศ์พัฒนจิต นักวิชาการศาสนา ฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา กองพระพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
  10. นายแก้ว ชิดตะขบ นักวิชาการศาสนา ฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา กองพระพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 5 ประการ ดังนี้

  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพ
  2. เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด มหาเถรสมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนารูปแบบ วิธีการ และเกณฑ์มาตรฐานชี้วัดสำหรับการปฏิบัติและเผยแผ่ สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  3. เพื่อประสานความร่วมมือกับเจ้าคณะปกครองและสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ในการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมและบุคลากร ให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
  4. เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และอื่นๆ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้เจริญและมั่นคง และสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัย กฎหมายของบ้านเมือง กฎ ระเบียบ มติ ประกาศ และคำสั่งของ มหาเถรสมาคม ซึ่งจะอำนวยประโยชน์สุขแก่ชุมชน สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน

ต่อมาได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4/2551 เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) เพิ่มเติมอีก  เป็นจำนวนรวม 26 รูป/คน  ประกอบด้วย

รายนามคณะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)

  1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็น ประธานที่ปรึกษา
  2. พระพรหมโมลี (เจ้าคณะภาค 1) เป็นที่ปรึกษา
  3. พระธรรมโกศาจารย์ (เจ้าคณะภาค 2) เป็นที่ปรึกษา
  4. พระธรรมปริยัติเวที (เจ้าคณะภาค 15) เป็นที่ปรึกษา
  5. พระพรหมวชิรญาณ เป็นที่ปรึกษา
  6. พระเทพวิสุทธาภรณ์ เป็นที่ปรึกษา

รายนามคณะกรรมการที่บริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)

  1. พระราชญาณวิสิฐ เป็นประธานกรรมการ
  2. พระราชรณังคมุนี เป็นรองประธาน
  3. พระราชธีราจารย์ เป็นรองประธาน
  4. พระราชรัตนวราภรณ์ เป็นรองประธาน
  5. พระครูภาวนาโสภิต เป็นรองประธาน
  6. พระครูสิริธรรมานุศาสน์ เป็นรองประธาน
  7. พระเมธีวราภรณ์ (เสนอเป็น) เป็นรองประธาน
  8. พระมงคลวัฒนคุณ เป็นกรรมการ
  9. พระมหาศักฎา สุมโน เป็นกรรมการ
  10. พระครูภาวนาธรรมธารี เป็นกรรมการ
  11. พระครูพิพัฒน์รังสรรค์ เป็นกรรมการ
  12. พระครูอาทรวนกิจ เป็นกรรมการ
  13. คุณนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เป็นกรรมการ
  14. นายวิศิษฎ์ พงศ์พัฒนจิต เป็นกรรมการ
  15. พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต เป็นกรรมการและเลขานุการ
  16. พระมหาปราโมทย์ ปโมทิโต เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
  17. พระมหาชัยนิพจน์ อตฺตทนฺโต เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
  18. นายแก้ว ชิดตะขบ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
  19. นายสุวิชญ โรจนวานิช เป็นกรรมการและเหรัญญิก

เพื่อให้ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ที่จัดตั้งขึ้น มีแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ในกรอบพระธรรมวินัยอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูง ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์ และธำรงไว้ซึ่งความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์แห่งสงฆ์ ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงทั่วทั้งสังฆมณฑล คณะกรรมศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยระยะ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556) ขึ้น  โดยมี วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และ แผนการพัฒนา ดังต่อไปนี้

 

วิสัยทัศน์

"ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)เป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันของสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อการธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักธรรมที่ถูกต้อง การพัฒนาคุณภาพบุคลากร การให้บริการองค์ความรู้แก่ชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างมีประสิทธิภาพ บนฐานพื้นฐานของพระธรรมวินัย"

 

ยุทธศาสตร์

  1. มุ่งสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  2. มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานและแนวทางการศึกษาสัมมาปฏิบัติตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
  3. มุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม

 

พันธกิจ

ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) มีพันธกิจที่พึงปฏิบัติตามกรอบยุทธศาสตร์ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 มีพันธกิจ ดังนี้

  1. ประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันของสำนักปฏิบัติธรรม
  2. สร้างฐานข้อมูลและเครือข่ายสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 มีพันธกิจ ดังนี้

  1. ธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักธรรมที่ถูกต้อง อันจะก่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ นำมาซึ่งสีลสามัญญตาและทิฏฐิสามัญญตาแห่งสงฆ์ ให้เป็นปึกแผ่นทั่วสังฆมณฑล
  2. การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมและการบริหารงานแก่สำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถดำเนินกิจกรรมการเผยแผ่ได้อย่างอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 มีพันธกิจ ดังนี้

  1. พัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าแก่บุคลากรทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 มีพันธกิจ ดังนี้

  1. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม

 

ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์สถานภาพของสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด

 

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) การจัดทำแผนแม่บทฉบับนี้ จึงต้องมีการวิเคราะห์สถานภาพและสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด โดยสรุปลงในตาราง ดังนี้

 

จุดแข็ง (Strengths)

  • มหาเถรสมาคมให้การส่งเสริมสนับสนุนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
  • การได้รับการรับรองในฐานะเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดส่งเสริมให้บทบาทการทำกิจกรรมการปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น
  • วัดและสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดได้รับการยอมรับจากสังคม ในฐานะเป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจและพัฒนาจิตใจของผู้คนในชุมชน
  • สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดส่วนใหญ่มีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ในการรองรับการเผยแผ่

จุดอ่อน (weaknesses)

  • ยังไม่มีการกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานของสำนักปฏิบัติธรรม ประจำจังหวัดที่ชัดเจน
  • สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดส่วนใหญ่ยังขาดแคลนพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีทั้งความรู้ด้านหลักธรรม (ปริยัติสัทธรรม) ลึกซึ้งและกว้างขวางดีพอ และทั้งประสบการณ์ในการศึกษาสัมมาปฏิบัติในขั้นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา และความสามารถในการถ่ายทอดแนะนำ สั่งสอน ด้วยความทุ่มเทและการเสียสละ
  • การนำ IT มาใช้ในการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรมยังไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • ขาดการร่วมมือประสานการปฏิบัติงานและช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
  • ผู้บริหารสำนักปฏิบัติธรรมและผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ยังขาดสภาวะความเป็นผู้นำที่มีน้ำใจและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
  • ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลน้อย และยังไม่มีความแน่นอนชัดเจน

 

โอกาส (Opportunities)

  • พุทธศาสนามีหลักธรรมที่เป็นนิยยานิกธรรม ประกอบด้วยเหตุผลและเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถแก้ปัญหาชีวิตและสังคมได้
  • พระสงฆ์ส่วนใหญ่ยังมีภาพลักษณ์ที่ดี สูงส่ง และเป็นที่เคารพเชื่อฟังพอสมควร
  • ประชาชนมีความรู้มากขึ้น ทำให้การอบรมกัมมัฏฐานพัฒนาศีลธรรมทำได้ง่ายขึ้น
  • ประชาชนและองค์กรชาวพุทธมีจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมมากขึ้น
  • เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดสามารถขอเสนอแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ได้
  • พัฒนาการด้านข่าวสารและเทคโนโลยีช่วยให้การประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโครงการต่างๆ กระทำได้ง่ายขึ้น
  • พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศด้านการส่งเสริมสันติภาพ เช่น UNESCO เป็นต้น

ภัยคุกคาม (Threats)

  • การแทรกแซงและปลอมปนของสัทธรรมปฏิรูปทวีความรุนแรงมากขึ้น
  • อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์กับหลักพุทธศาสนามีมากขึ้น
  • มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีที่ดึงดูดความสนใจจากการศึกษาสัมมาปฏิบัติให้เบี่ยงเบนไปจากพระพุทธศาสนา
  • การเผยแผ่เชิงรุกและแทรซึมบ่อนทำลายของศาสนาอื่น ทวีความรุนแรงมากขึ้น
  • การบัญญัติกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาทำได้ยากและล่าช้ากว่าศาสนาอื่น

จากตารางการวิเคราะห์สถานการณ์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) สรุปได้ว่า องค์กรมีสถานการณ์ภายในที่เป็นจุดอ่อนค่อนข้างมีมาก และสภาพแวดล้อมภายนอกมีแนวโน้มที่เป็นโอกาสสำหรับการพัฒนามีค่อนข้างมากเช่นกัน ดังนั้น ในการวางแผนการดำเนินงานจึงต้องเร่งปรับปรุงขีดสมรรถนะภายในอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางและกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีจุดแข็งและโอกาสเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันจะต้องพยายามดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพื่อลดจุดอ่อนและภัยคุกคามให้น้อยลง

 

ส่วนที่ 3 ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ และ เป้าหมายที่ต้องการบรรลุ

 

ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ปฏิบัติงานโดยมียุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ และ เป้าหมายที่ชัดเจน อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงาน และการกำหนดเกณฑ์สำหรับชี้วัดความสำเร็จของแผนงาน ดังนี้

ยุทธศาสตร์

แผนงาน

โครงการ

เป้าหมาย

1) เน้นสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แผนงานที่ 1 แผนงานสร้างมาตรการด้านการบริหารจัดการให้เกิดความร่วมมือประสานงานระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการที่ 1 โครงการประชุมและสัมมนาแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการที่ 2 โครงการจัดทำฐานข้อมูล สำนักปฏิบัติธรรมครบวงจร

สำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม

2) เน้นการสร้างมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติตามโดยยึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

แผนงานที่ 2 แผนงานสร้างบรรยากาศและมาตรฐานทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติพระกรรมฐานสายต่างๆ

โครงการที่ 3 โครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการที่ 4 โครงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติสมถวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 และคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมสำหรับใช้ศึกษาสัมมาปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

สำนักปฏิบัติธรรมมีมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐานโดยยึดตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

3) เน้นส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนงานที่ 3 แผนงานพัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าแก่บุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการ(วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น)ของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการที่ 5 โครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์หลักสูตรระยะสั้น 10 – 15 วันเพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์ให้มีความรู้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการที่ 6 โครงการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานด้านการศึกษาของบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น)

โครงการที่ 7 โครงการจัดทำหลักสูตรวิปัสสนาธุระทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้านการศึกษาสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่วิปัสสนาจารย์

1.มีบุคลากรระดับปฏิบัติการในตำแหน่งวิปัสสนาจารย์เพิ่มขึ้น

2.บุคลากรระดับบริหารได้รับความก้าวหน้าทางสมณศักดิ์ที่เหมาะสมตามฐานะและผลงาน

3. บุคลากรในระดับปฏิบัติการที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ด้านการปฏิบัติธรรมได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรอย่างเหมาะสมตามฐานะและผลงาน

4) เน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อรองรับภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม

แผนงานที่ 4 แผนงานส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม

 

โครงการที่ 8 โครงการสนับสนุนทุนการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาที่บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อสนับสนุนภารกิจการเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม

มีผลงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งที่เกิดจากรวบรวมจากฐานข้อมูลในระบบเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่เกิดจากการให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยโดย ศปท.

 

ส่วนที่ 4 การจัดทำแผนแม่บท และการกำหนดยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จ

 

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม (SWOT Analysis) และการเชื่อมโยงการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรก คือ ขั้นตอนการก่อตัวของกลยุทธ์ (Strategic Formulation) เท่านั้น ขั้นตอนที่สำคัญต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนส่งเสริมจากหน่วยงานต้นสังกัดทั้งองค์กรสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม เจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น และหน่วยงานราชการ ได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นต้น ตลอดจนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นเอกภาพของสมาชิกผู้เกี่ยวข้อง การระดมความคิด การให้คำแนะนำปรึกษาจากคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และ การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร เพื่อนำยุทธศาสตร์ แผนงานและโครงการไปปฏิบัติ (Strategy Implementation) ตลอดจนการติดตามประเมินผล (Monitoring and Evaluation) เพื่อให้การดำเนินงานของ ศปท. ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานภาคปฏิบัติการ ตาม แผนงาน และโครงการ โดยใช้หลักการพัฒนาคนเข้าสู่สังคมแห่งความสุขที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบคุณภาพและประสิทธิภาพ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักของพัฒนาการทางปัญญา รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในแนวทางการบรรลุประโยชน์สูงสุดตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา เป็นการวางแผนระดับชุมชนที่เชื่อมโยงกับแผนระดับชาติ โดยพิจารณาจากบริบทของสภาพแวดล้อม อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต

การจัดทำแผนแม่บท และการกำหนดยุทธศาสตร์ สำหรับใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) มีดังนี้

1) ยุทธศาสตร์เน้นสร้างเครือข่าย และส่งเสริมการมีส่วนร่วม

แผนการพัฒนาเครือข่ายสำนักปฏิบัติธรรม ประกอบด้วยโครงการและกิจกรรมทั้งในส่วนการสร้างมาตรการให้เกิดความร่วมมือ และจัดทำฐานข้อมูล สำหรับการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์จากภาคปฏิบัติการ ซึ่งจะมีการคัดกรอง ตามลักษณะข้อมูลที่สอดคล้องกันอย่างเป็นการเฉพาะ เพื่อจัดกลุ่มและทำการพัฒนาตามลักษณะข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของสำนักปฏิบัติธรรมนั้นๆ เป็นการสร้างช่องทางเพื่อเข้าถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสถาบัน รวมทั้งมาตรการและแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวมอย่างเป็นเอกภาพ เช่น การรณรงค์ให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชนเป็นประจำทุกปี ในวันสำคัญทางศาสนา โดยมีกำหนดวันและระยะที่ชัดเจน มีความพร้อมเพรียงกันเป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น


2) ยุทธศาสตร์เน้นสร้างมาตรฐานและแนวปฏิบัติ โดยยึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

เน้นมาตรการพัฒนาองค์ความรู้ และการสร้างมาตรฐานด้านวุฒิปัญญาเป็นหลัก ทั้งการศึกษาภาคปริยัติอย่างเป็นระบบ และการศึกษาจากประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ เช่น โครงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานและสติปัฏฐาน 4 สำหรับสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น เพื่อให้สำนักปฏิบัติธรรมมีคู่มือการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยยึดแนวทางตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา อันจะเป็นแนวทางให้เกิดการพัฒนา ที่เริ่มจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของบุคลากรในสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีแผ่ขยายไปสู่พุทธศาสนิกชน ประชาชน ชุมชน สังคมประเทศชาติ และสังคมโลกในที่สุด 

3) ยุทธศาสตร์เน้นส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ

การส่งเสริมศักยภาพและการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบุคลากรของสำนักปฏิบัติธรรม ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น) ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสำนักปฏิบัติธรรม รวมทั้งการสร้างมาตรการและแรงจูงใจ การพัฒนาระบบคุณภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้บุคลากรระดับบริหารได้รับความก้าวหน้าทางสมณศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่ความดีความชอบที่เหมาะสมตามควรแก่ฐานะและผลงาน และบุคลากรระดับปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น) ได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรหรือสวัสดิการที่มั่นคง และมีการส่งเสริมให้มีบุคลากรในระดับปฏิบัติการ เช่น ตำแหน่งวิปัสสนาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ด้านการปฏิบัติธรรมได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรอย่างเหมาะสมตามฐานะและผลงาน เป็นต้น


4) ยุทธศาสตร์เน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม

แผนของยุทธศาสตร์นี้จะมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่พระพุทธศาสนาโดยรวม คือ ทั้งหลักธรรม สถาบันหรือองค์กร และบุคลากรทางศาสนา ตลอดจนประชน บนพื้นฐานของหลักธรรม คือ ไตรสิกขา สมถวิปัสสนา และสติปัฏฐาน จนถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ในขอบข่ายของการปฏิบัติธรรม โดยเน้นที่กิจกรรมของสำนักปฏิบัติธรรม สถาบันการศึกษา ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจร่วมกันในแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น โครงการสนับสนุนทุนการทำวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาที่บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อสนับสนุนภารกิจการเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการผลิตผลงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งที่เกิดจากรวบรวมจากฐานข้อมูลในระบบเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่เกิดจากการให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยโดย ศปท. เป็นต้น

สรุป การดำเนินการตามแผนแม่บทนี้กับระยะเวลา 5 ปี ของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ควรมุ่งเน้นที่(1) ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรผู้ทำหน้าที่ระดับผู้บริหาร (เจ้าสำนัก) และระดับปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์ วิทยากร เจ้าหน้าที่ เป็นต้น) ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลักธรรมและประสบการณ์ (2) การศึกษาหลักปฏิบัติพระสัทธรรม (สมถวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 และโพธิ-ปักขิยธรรม 37 เป็นต้น) และถ่ายทอด แนะนำ สั่งสอน และเผยแผ่ธรรมปฏิบัติแก่สาธุชนพุทธบริษัทให้กว้างใกลอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงเป็นสำคัญ

ดังนั้น ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการและกิจกรรม ในกรอบของแผนแม่บทนี้ ศปท. จึงควรมี 4 กลุ่มงาน ได้แก่ 1) กลุ่มงานกลุ่มงานนโยบาย แผนงาน และมาตรฐาน 2) กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และเผยแผ่กิจกรรม 3) กลุ่มงานพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) กลุ่มงานวิชาการและฝึกอบรม ทั้งนี้เพื่อผลักดัน 4 แนวทางของยุทธศาสตร์นี้ ให้ดำเนินการก้าวหน้าไปได้ รวมทั้งเฝ้าติดตามศึกษาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานของ ศปท. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นภารกิจที่ต้องนำมาพิจารณาและดำเนินการควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ


[1] http://www.onab.go.th/DhammaPlace.htm
[2] http://www.onab.go.th/DhammaPlace/step.pdf