ร่าง แผนแม่บท ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) พ.ศ.2552 - 2556
ร่าง แผนแม่บท
ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)
(พ.ศ.2552 - 2556)
.................................................
ส่วนที่ 1 บททั่วไป ประวัติความเป็นมา
สืบเนื่องมาจากการที่มหาเถรสมาคมมีนโยบายให้คณะสงฆ์แต่ละจังหวัด พิจารณาคัดเลือกวัดที่มีความเหมาะสมในด้านวิปัสสนาธุระ เสนอขอจัดตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2543 ให้ครอบคลุมทุกจังหวัด[1]
การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนั้น ต้องดำเนินการตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. 2543 ซึ่งระบุไว้ว่า "การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานประชุมคณะกรรมการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด คัดเลือกวัดที่เหมาะสม ให้เจ้าอาวาสวัดที่จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ยื่นหนังสือขอจัดตั้งตามแบบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอคณะกรรมการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พิจารณา แล้วให้ประธานคณะกรรมการรายงานเสนอเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่พิจารณาเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาอนุมัติ เพื่อมีพระบัญชาการตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นทะเบียนเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด[2]
ดังนั้น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในที่นี้จึงหมายถึงสำนักปฏิบัติธรรมที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามมติมหาเถรสมาคม และเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่คณะสงฆ์ไทย โดยมหาเถรสมาคมให้การส่งเสริมสนับสนุนให้วัดทั่วประเทศจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับประชาชนพุทธบริษัทที่สนใจใคร่ปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เจริญสมถวิปัสสนา โดยมีเป้าหมายให้คณะสงฆ์แต่ละจังหวัดมีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในด้านการฝึกอบรมสมถกัมมัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง
ปัจจุบัน การจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากถึงประมาณ 1,000 สำนัก กระจายครอบคลุมทุกจังหวัดตามเจตนารมณ์แห่งระเบียบ มส. แต่ปัญหาที่เกิดตามมาเนื่องจากสำนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ที่ตั้งขึ้นแล้ว ดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบแนวคิดของวัด ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้ว จะเห็นว่ายังคงมีลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการประสานความร่วมมือกันระหว่างสำนัก ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานหรือแนวปฏิบัติสำหรับการติดตามและประเมินผล รวมทั้งขาดการสนับส่งเสริมด้านองค์ความรู้ บุคลากร การบริหารจัดการ งบประมาณ และขาดการกระตุ้นส่งเสริมให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบภารกิจดังกล่าว และไม่มีการกำหนดระเบียบหรือมาตรการบังคับหรือส่งเสริมใดๆ ที่ชัดเจน นี้จึงส่วนหนึ่ง ซึ่งสำนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านความรู้ภาคปริยัติ และประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้ความสามารถในการเผยแผ่อบรมสั่งสอนประชาชน หรืออาจเป็นเพราะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสับสนในการดำเนินงานตามบทบาทที่พึงประสงค์ของสำนักปฏิบัติธรรม ในฐานะสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
ในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ทั่วประเทศ ณ วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) โดยมีผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และคณะธรรมยุต ซึ่งมติที่ประชุมได้คัดเลือกเป็นคณะกรรมการบริหารศูนย์ ประกอบด้วย
- พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี แห่งที่ 1 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคกลาง เป็น ประธาน
- พระราชรณังคมุนี (เสนอ สิริปญฺโญ) เจ้าคณะจังหวัดระนอง เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดระนอง แห่งที่ 1 วัดตโปทาราม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดภาคใต้ เป็น รองประธาน
- พระราชธีราจารย์ (สำลี ปญฺญาวโร) เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนม แห่งที่ 16 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคตะวันออก เป็น รองประธาน
- พระครูภาวนาโสภิต วิ. (บุญญรัตน์ ปญฺญาวุฑฺโฒ) เจ้าอาวาสวัดพระยืน เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดลำพูน แห่งที่ 2 ผู้แทนสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคเหนือ เป็น รองประธาน
- พระครูสิริธรรมานุศาสน์ (สุวิทย์ อชิโต) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช (ธ) เจ้าอาวาสวัดศรีทวี เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งที่ 2 (ธ) ผู้แทนจากคณะธรรมยุต เป็น รองประธาน
- พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต วัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็น กรรมการ และ เลขานุการ
- พระครูอาทรวนกิจ เจ้าอาวาสวัดลุมพินีวันวราราม เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดอุดรธานี แห่งที่ 10 เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
- พระมหาชัยนิพจน์ อตฺตทนฺโต เลขานุการเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
- นายวิศิษฎ์ พงศ์พัฒนจิต นักวิชาการศาสนา ฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา กองพระพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็น กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
- นายแก้ว ชิดตะขบ นักวิชาการศาสนา ฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา กองพระพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรรมการ และ ผู้ช่วยเลขานุการ
โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 5 ประการ ดังนี้
- เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพ
- เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด มหาเถรสมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนารูปแบบ วิธีการ และเกณฑ์มาตรฐานชี้วัดสำหรับการปฏิบัติและเผยแผ่ สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
- เพื่อประสานความร่วมมือกับเจ้าคณะปกครองและสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ในการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมและบุคลากร ให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
- เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และอื่นๆ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้เจริญและมั่นคง และสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัย กฎหมายของบ้านเมือง กฎ ระเบียบ มติ ประกาศ และคำสั่งของ มหาเถรสมาคม ซึ่งจะอำนวยประโยชน์สุขแก่ชุมชน สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน
ต่อมาได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4/2551 เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาและคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) เพิ่มเติมอีก เป็นจำนวนรวม 26 รูป/คน ประกอบด้วย
รายนามคณะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)
- สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็น ประธานที่ปรึกษา
- พระพรหมโมลี (เจ้าคณะภาค 1) เป็นที่ปรึกษา
- พระธรรมโกศาจารย์ (เจ้าคณะภาค 2) เป็นที่ปรึกษา
- พระธรรมปริยัติเวที (เจ้าคณะภาค 15) เป็นที่ปรึกษา
- พระพรหมวชิรญาณ เป็นที่ปรึกษา
- พระเทพวิสุทธาภรณ์ เป็นที่ปรึกษา
รายนามคณะกรรมการที่บริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)
- พระราชญาณวิสิฐ เป็นประธานกรรมการ
- พระราชรณังคมุนี เป็นรองประธาน
- พระราชธีราจารย์ เป็นรองประธาน
- พระราชรัตนวราภรณ์ เป็นรองประธาน
- พระครูภาวนาโสภิต เป็นรองประธาน
- พระครูสิริธรรมานุศาสน์ เป็นรองประธาน
- พระเมธีวราภรณ์ (เสนอเป็น) เป็นรองประธาน
- พระมงคลวัฒนคุณ เป็นกรรมการ
- พระมหาศักฎา สุมโน เป็นกรรมการ
- พระครูภาวนาธรรมธารี เป็นกรรมการ
- พระครูพิพัฒน์รังสรรค์ เป็นกรรมการ
- พระครูอาทรวนกิจ เป็นกรรมการ
- คุณนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เป็นกรรมการ
- นายวิศิษฎ์ พงศ์พัฒนจิต เป็นกรรมการ
- พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต เป็นกรรมการและเลขานุการ
- พระมหาปราโมทย์ ปโมทิโต เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- พระมหาชัยนิพจน์ อตฺตทนฺโต เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- นายแก้ว ชิดตะขบ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- นายสุวิชญ โรจนวานิช เป็นกรรมการและเหรัญญิก
เพื่อให้ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ที่จัดตั้งขึ้น มีแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ในกรอบพระธรรมวินัยอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูง ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์ และธำรงไว้ซึ่งความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์แห่งสงฆ์ ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงทั่วทั้งสังฆมณฑล คณะกรรมศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยระยะ 5 ปี (พ.ศ.2552-2556) ขึ้น โดยมี วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ และ แผนการพัฒนา ดังต่อไปนี้
วิสัยทัศน์
"ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.)เป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันของสำนักปฏิบัติธรรม เพื่อการธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักธรรมที่ถูกต้อง การพัฒนาคุณภาพบุคลากร การให้บริการองค์ความรู้แก่ชุมชน ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างมีประสิทธิภาพ บนฐานพื้นฐานของพระธรรมวินัย"
ยุทธศาสตร์
- มุ่งสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- มุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานและแนวทางการศึกษาสัมมาปฏิบัติตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
- มุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม
พันธกิจ
ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) มีพันธกิจที่พึงปฏิบัติตามกรอบยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 มีพันธกิจ ดังนี้
- ประสานความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกันของสำนักปฏิบัติธรรม
- สร้างฐานข้อมูลและเครือข่ายสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 มีพันธกิจ ดังนี้
- ธำรงรักษาไว้ซึ่งหลักธรรมที่ถูกต้อง อันจะก่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ นำมาซึ่งสีลสามัญญตาและทิฏฐิสามัญญตาแห่งสงฆ์ ให้เป็นปึกแผ่นทั่วสังฆมณฑล
- การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมและการบริหารงานแก่สำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถดำเนินกิจกรรมการเผยแผ่ได้อย่างอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 มีพันธกิจ ดังนี้
- พัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าแก่บุคลากรทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 มีพันธกิจ ดังนี้
- สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม
ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์สถานภาพของสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) การจัดทำแผนแม่บทฉบับนี้ จึงต้องมีการวิเคราะห์สถานภาพและสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด โดยสรุปลงในตาราง ดังนี้
|
จุดแข็ง (Strengths)
|
จุดอ่อน (weaknesses)
|
|
โอกาส (Opportunities)
|
ภัยคุกคาม (Threats)
|
จากตารางการวิเคราะห์สถานการณ์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) สรุปได้ว่า องค์กรมีสถานการณ์ภายในที่เป็นจุดอ่อนค่อนข้างมีมาก และสภาพแวดล้อมภายนอกมีแนวโน้มที่เป็นโอกาสสำหรับการพัฒนามีค่อนข้างมากเช่นกัน ดังนั้น ในการวางแผนการดำเนินงานจึงต้องเร่งปรับปรุงขีดสมรรถนะภายในอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางและกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีจุดแข็งและโอกาสเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันจะต้องพยายามดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพื่อลดจุดอ่อนและภัยคุกคามให้น้อยลง
ส่วนที่ 3 ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ และ เป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ปฏิบัติงานโดยมียุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ และ เป้าหมายที่ชัดเจน อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงาน และการกำหนดเกณฑ์สำหรับชี้วัดความสำเร็จของแผนงาน ดังนี้
|
ยุทธศาสตร์ |
แผนงาน |
โครงการ |
เป้าหมาย |
|
1) เน้นสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
แผนงานที่ 1 แผนงานสร้างมาตรการด้านการบริหารจัดการให้เกิดความร่วมมือประสานงานระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
โครงการที่ 1 โครงการประชุมและสัมมนาแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการที่ 2 โครงการจัดทำฐานข้อมูล สำนักปฏิบัติธรรมครบวงจร |
สำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม |
|
2) เน้นการสร้างมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติตามโดยยึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา |
แผนงานที่ 2 แผนงานสร้างบรรยากาศและมาตรฐานทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติพระกรรมฐานสายต่างๆ |
โครงการที่ 3 โครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการที่ 4 โครงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติสมถวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 และคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้น สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมสำหรับใช้ศึกษาสัมมาปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
|
สำนักปฏิบัติธรรมมีมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐานโดยยึดตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา |
|
3) เน้นส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ |
แผนงานที่ 3 แผนงานพัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าแก่บุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการ(วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น)ของสำนักปฏิบัติธรรม ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ |
โครงการที่ 5 โครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์หลักสูตรระยะสั้น 10 – 15 วันเพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์ให้มีความรู้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการที่ 6 โครงการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานด้านการศึกษาของบุคลากรระดับบริหารและปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น) โครงการที่ 7 โครงการจัดทำหลักสูตรวิปัสสนาธุระทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้านการศึกษาสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่วิปัสสนาจารย์ |
1.มีบุคลากรระดับปฏิบัติการในตำแหน่งวิปัสสนาจารย์เพิ่มขึ้น 2.บุคลากรระดับบริหารได้รับความก้าวหน้าทางสมณศักดิ์ที่เหมาะสมตามฐานะและผลงาน 3. บุคลากรในระดับปฏิบัติการที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ด้านการปฏิบัติธรรมได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรอย่างเหมาะสมตามฐานะและผลงาน |
|
4) เน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อรองรับภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม |
แผนงานที่ 4 แผนงานส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม
|
โครงการที่ 8 โครงการสนับสนุนทุนการทำวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาที่บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อสนับสนุนภารกิจการเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม |
มีผลงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งที่เกิดจากรวบรวมจากฐานข้อมูลในระบบเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่เกิดจากการให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยโดย ศปท. |
ส่วนที่ 4 การจัดทำแผนแม่บท และการกำหนดยุทธศาสตร์สู่ความสำเร็จ
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม (SWOT Analysis) และการเชื่อมโยงการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรก คือ ขั้นตอนการก่อตัวของกลยุทธ์ (Strategic Formulation) เท่านั้น ขั้นตอนที่สำคัญต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยกลไกความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนส่งเสริมจากหน่วยงานต้นสังกัดทั้งองค์กรสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม เจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น และหน่วยงานราชการ ได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นต้น ตลอดจนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นเอกภาพของสมาชิกผู้เกี่ยวข้อง การระดมความคิด การให้คำแนะนำปรึกษาจากคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และ การได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร เพื่อนำยุทธศาสตร์ แผนงานและโครงการไปปฏิบัติ (Strategy Implementation) ตลอดจนการติดตามประเมินผล (Monitoring and Evaluation) เพื่อให้การดำเนินงานของ ศปท. ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานภาคปฏิบัติการ ตาม แผนงาน และโครงการ โดยใช้หลักการพัฒนาคนเข้าสู่สังคมแห่งความสุขที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบคุณภาพและประสิทธิภาพ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักของพัฒนาการทางปัญญา รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในแนวทางการบรรลุประโยชน์สูงสุดตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา เป็นการวางแผนระดับชุมชนที่เชื่อมโยงกับแผนระดับชาติ โดยพิจารณาจากบริบทของสภาพแวดล้อม อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต
การจัดทำแผนแม่บท และการกำหนดยุทธศาสตร์ สำหรับใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และแนวทางการปฏิบัติงานของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) มีดังนี้
1) ยุทธศาสตร์เน้นสร้างเครือข่าย และส่งเสริมการมีส่วนร่วม
แผนการพัฒนาเครือข่ายสำนักปฏิบัติธรรม ประกอบด้วยโครงการและกิจกรรมทั้งในส่วนการสร้างมาตรการให้เกิดความร่วมมือ และจัดทำฐานข้อมูล สำหรับการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์จากภาคปฏิบัติการ ซึ่งจะมีการคัดกรอง ตามลักษณะข้อมูลที่สอดคล้องกันอย่างเป็นการเฉพาะ เพื่อจัดกลุ่มและทำการพัฒนาตามลักษณะข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของสำนักปฏิบัติธรรมนั้นๆ เป็นการสร้างช่องทางเพื่อเข้าถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสถาบัน รวมทั้งมาตรการและแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สำนักปฏิบัติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวมอย่างเป็นเอกภาพ เช่น การรณรงค์ให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมสำหรับข้าราชการและประชาชนเป็นประจำทุกปี ในวันสำคัญทางศาสนา โดยมีกำหนดวันและระยะที่ชัดเจน มีความพร้อมเพรียงกันเป็นวาระแห่งชาติ เป็นต้น
2) ยุทธศาสตร์เน้นสร้างมาตรฐานและแนวปฏิบัติ โดยยึดหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา
เน้นมาตรการพัฒนาองค์ความรู้ และการสร้างมาตรฐานด้านวุฒิปัญญาเป็นหลัก ทั้งการศึกษาภาคปริยัติอย่างเป็นระบบ และการศึกษาจากประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ เช่น โครงการจัดทำคู่มือการปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานและสติปัฏฐาน 4 สำหรับสำนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น เพื่อให้สำนักปฏิบัติธรรมมีคู่มือการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยยึดแนวทางตามหลักคำสอนในพระไตรปิฎกและอรรถกถา อันจะเป็นแนวทางให้เกิดการพัฒนา ที่เริ่มจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของบุคลากรในสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีแผ่ขยายไปสู่พุทธศาสนิกชน ประชาชน ชุมชน สังคมประเทศชาติ และสังคมโลกในที่สุด
3) ยุทธศาสตร์เน้นส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ
การส่งเสริมศักยภาพและการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบุคลากรของสำนักปฏิบัติธรรม ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น) ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสำนักปฏิบัติธรรม รวมทั้งการสร้างมาตรการและแรงจูงใจ การพัฒนาระบบคุณภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้บุคลากรระดับบริหารได้รับความก้าวหน้าทางสมณศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่ความดีความชอบที่เหมาะสมตามควรแก่ฐานะและผลงาน และบุคลากรระดับปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์/วิทยากร เป็นต้น) ได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรหรือสวัสดิการที่มั่นคง และมีการส่งเสริมให้มีบุคลากรในระดับปฏิบัติการ เช่น ตำแหน่งวิปัสสนาจารย์ที่มีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ด้านการปฏิบัติธรรมได้รับผลตอบแทนเป็นนิตยภัตรอย่างเหมาะสมตามฐานะและผลงาน เป็นต้น
4) ยุทธศาสตร์เน้นการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติและเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม
แผนของยุทธศาสตร์นี้จะมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่พระพุทธศาสนาโดยรวม คือ ทั้งหลักธรรม สถาบันหรือองค์กร และบุคลากรทางศาสนา ตลอดจนประชน บนพื้นฐานของหลักธรรม คือ ไตรสิกขา สมถวิปัสสนา และสติปัฏฐาน จนถึงอริยมรรคมีองค์ 8 ในขอบข่ายของการปฏิบัติธรรม โดยเน้นที่กิจกรรมของสำนักปฏิบัติธรรม สถาบันการศึกษา ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจร่วมกันในแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น โครงการสนับสนุนทุนการทำวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาและจิตวิทยาที่บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อสนับสนุนภารกิจการเผยแผ่ของสำนักปฏิบัติธรรม โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการผลิตผลงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งที่เกิดจากรวบรวมจากฐานข้อมูลในระบบเครือข่ายอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว และที่เกิดจากการให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยโดย ศปท. เป็นต้น
สรุป การดำเนินการตามแผนแม่บทนี้กับระยะเวลา 5 ปี ของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) ควรมุ่งเน้นที่(1) ความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรผู้ทำหน้าที่ระดับผู้บริหาร (เจ้าสำนัก) และระดับปฏิบัติการ (วิปัสสนาจารย์ วิทยากร เจ้าหน้าที่ เป็นต้น) ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลักธรรมและประสบการณ์ (2) การศึกษาหลักปฏิบัติพระสัทธรรม (สมถวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 และโพธิ-ปักขิยธรรม 37 เป็นต้น) และถ่ายทอด แนะนำ สั่งสอน และเผยแผ่ธรรมปฏิบัติแก่สาธุชนพุทธบริษัทให้กว้างใกลอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงเป็นสำคัญ
ดังนั้น ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการและกิจกรรม ในกรอบของแผนแม่บทนี้ ศปท. จึงควรมี 4 กลุ่มงาน ได้แก่ 1) กลุ่มงานกลุ่มงานนโยบาย แผนงาน และมาตรฐาน 2) กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และเผยแผ่กิจกรรม 3) กลุ่มงานพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ 4) กลุ่มงานวิชาการและฝึกอบรม ทั้งนี้เพื่อผลักดัน 4 แนวทางของยุทธศาสตร์นี้ ให้ดำเนินการก้าวหน้าไปได้ รวมทั้งเฝ้าติดตามศึกษาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานของ ศปท. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นภารกิจที่ต้องนำมาพิจารณาและดำเนินการควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
[1] http://www.onab.go.th/DhammaPlace.htm
[2] http://www.onab.go.th/DhammaPlace/step.pdf
- 2130 reads


ความคิดเห็นล่าสุด
17 ชั่วโมง 57 นาที ก่อน
1 วัน 21 ชั่วโมง ก่อน
3 วัน 7 ชั่วโมง ก่อน
4 วัน 16 ชั่วโมง ก่อน
6 วัน 10 ชั่วโมง ก่อน
1 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 สัปดาห์ 3 วัน ก่อน
1 สัปดาห์ 3 วัน ก่อน
1 สัปดาห์ 3 วัน ก่อน
2 สัปดาห์ 3 ชั่วโมง ก่อน