ผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจากทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2553

ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจากทั่วประเทศ รวม 2 ครั้ง คือ

ครั้งที่ 1/2553 ได้จัดขึ้นที่ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน ศกนี้ (พ.ศ.2553) โดยได้อาราธนา เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมที่มีผลงานดีเด่น และ ที่มีศักยภาพในการบริหาร/จัดการสูง รวมจำนวน 450 สำนัก พร้อมด้วยได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด (พศจ.) ทุกจังหวัดมาร่วมประชุมด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ ได้อาราธนาพระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม และ กรรมการที่ปรึกษา ศปท. มาเป็นประธานเปิดการประชุมฯ และประทานโอวาท และเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัช-มังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ผู้เป็นองค์ประธานคณะที่ปรึกษา ศปท. มาเป็นประธานปิดการประชุมฯ แจกเกียรติบัตร และประทานโอวาท ด้วย

ครั้งที่ 2/2553 ได้จัดขึ้นที่ วัดคลองตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน ศกนี้ โดยได้อาราธนา เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมอีก 650 สำนัก ที่เหลือ (จากเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมที่ได้รับอาราธนาให้มาร่วมประชุมครั้งที่ 1/2553) และได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด (พศจ.) ทุกจังหวัดให้มาร่วมประชุมด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ ได้อาราธนาเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ องค์ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ไปเป็นประธานเปิดการประชุมฯ และได้อาราธนาเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ผู้เป็นองค์ประธานคณะที่ปรึกษา ศปท. ไปเป็นประธานในการปิดการประชุมฯ แจกเกียรติบัตร และประทานโอวาท

ปรากฏผลจากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ทั้ง 2 รุ่น (รวม 1,100 สำนัก) นี้ เป็นที่น่าพอใจยิ่ง เจ้าสำนักทั้งหลายต่างให้ความร่วมมือด้วยความสามัคคี พร้อมเพรียงกันอย่างดียิ่ง ทำให้คณะกรรมการบริหาร ศปท. ได้ทราบปัญหาในการบริหาร/จัดการ ของสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสำนักปฏิบัติธรรมที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาการบริหาร/จัดการ และข้อเสนอแนะที่ควรได้รับการปรับปรุง แก้ไขและป้องกันปัญหา ในการบริหาร/จัดการ ให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุป ปัญหาและอุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ปรากฏในรายงานผลการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ สรุปได้ ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร/จัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ในด้านต่างๆ (โดยมาก) ดังนี้

  1. เจ้าคณะผู้ปกครองบางรายไม่ค่อยเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนการศึกษาสัมมาปฏิบัติเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมที่มิใช่เป็นเจ้าอาวาส ทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าอาวาสกับเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมมักมีนโยบายขัดกัน เป็นต้นว่า เจ้าอาวาสมักไม่เต็มใจสนับสนุนเจ้าสำนักปฏิบัติและพระวิปัสสนาจารย์ ในการเปิดการอบรมพระกัมมัฏฐานมากนัก และ/หรือ เจ้าสำนักและพระวิปัสสนาจารย์ผู้ปฏิบัติงานไม่มีอำนาจสั่งการได้เต็มที่
  2. สำนักปฏิบัติธรรมส่วนมากขาดแคลนพระวิปัสสนาจารย์ และ/หรือ พระวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวคือ ขาดการเรียนรู้ให้รอบรู้หลักพระปริยัติสัทธรรมที่สอดคล้องกับพระปฏิบัติสัทธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โพธิปักขิยธรรม – องค์ธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งญาณเครื่องตรัสรู้ 37 ประการ และ/หรือ ขาดประสบการณ์ในการฝึกฝนอบรมตน โดยการปฏิบัติไตรสิกขา (ตามแนวสติปัฏฐาน 4 หรือ มรรคมีองค์ 8) อย่างเข้มแข็ง จริงจัง และต่อเนื่อง พลอยให้ขาดเทคนิคทั้งวิธีการปฏิบัติธรรม และ ทั้งวิธีการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นให้ให้สามารถศึกษาสัมมาปฏิบัติเที่ยงตรงตามหลักธรรม และให้ได้ผลดี
  3. ยิ่งพระวิปัสสนาจารย์ หรือ พระวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สอนเป็นภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ฯลฯ ได้ ยิ่งหายาก ทั้งๆ ที่มีชาวต่างประเทศผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติเข้ามาแสวงหาสัจธรรมในประเทศไทย มากขึ้นทุกที และ/หรือ แม้ผู้ที่ไปทำหน้าที่ธรรมทูตในต่างประเทศ
  4. เจ้าคณะปกครองและผู้บริหารสถาบันการศึกษาในระดับสูง มักผูกขาดวิธีการปฏิบัติโดยยึดเฉพาะสายพอง-ยุบ (เสียงจากกลุ่มภาคกลาง และแม้จากกลุ่มภาคเหนือ, ภาคอีสาน ก็ได้ยินกล่าวถึงปัญหานี้กันมากพอสมควร มีพระมหาเถระบางท่านรู้สึกอึดอัดใจถึงกับกล่าวว่า “เราพูดไม่ออก เหมือนน้ำท่วมปาก”) ปัญหานี้ได้ก่อให้เกิดความแตกร้าวลึกๆ ในวงการสงฆ์ไทยมานานแล้ว แต่ก็ยังมิได้รับการแก้ไขให้กลับเป็นธรรมได้
  5. การจัดหลักสูตรอบรมธรรมปฏิบัติ (ไตรสิกขาตามแนวสติปัฏฐาน 4) ของสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ ทั้ง “หลักสูตรสำหรับอบรมพระวิปัสสนาจารย์” และ “หลักสูตรสำหรับอบรมญาติโยม” ยังไม่บูรณาการที่เอื้อต่อการนำไปปฏิบัติให้ได้มาตรฐานของการปฏิบัติไตรสิกขา ตามแนวสติปัฏฐาน 4 อย่างแท้จริง
  6. ขาดศูนย์กลางประสานงานดูแล แต่ละสำนัก แต่ละสายการปฏิบัติยังขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการ ไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ การให้การศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา ตามแนวสติปัฏฐาน 4 และ/หรือ มรรคมีองค์ 8 ที่สอดคล้องกันทั้งหลักพระปริยัติ – พระปฏิบัติ และพระปฏิเวธสัทธรรม ดังตัวอย่างอรรถาธิบายที่มีปรากฏอยู่ใน “คัมภีร์พระวิสุทธิมรรค” เป็นต้น
  7. ขาดความร่วมมือจากหน่วยราชการ พศ. ยังขาดการประสานงานกับทางสำนักปฏิบัติ
  8. ขาดงบประมาณ ขาดอุปกรณ์ หรือ สื่อการสอน เช่น ตำหรับ/ตำรา หรือ คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติ อาคารสถานที่ไม่พร้อม – ไม่สัปปายะ
  9. พระวิปัสสนาจารย์ไม่มีสถาบัน หรือ หน่วยงานรับรองอย่างเป็นทางการ – ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังเช่น การเรียนภาคปริยัติธรรม (แผนกธรรม-บาลี) เจ้าสำนัก และ/หรือ พระวิปัสสนาจารย์ ไม่มีนิตยภัต เหมือนพระธรรมทูต หรือพระนักเผยแผ่ หรือ ผู้เรียนจบ ป.ธ.9

2. ข้อเสนอแนะ และ มติที่ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมจากทั่วประเทศ ประจำปี 2553 สองครั้ง มีจำนวนรวม 1,100 รูป

ที่ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำปี 2553 สองครั้ง ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุง แก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร/จัดการสำนักปฏิบัติธรรมตามที่ปรากฏในรายงานผลการประชุม และ

ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังต่อไปนี้

(2.1) ให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรม (ศปท.) ประจำภาคต่างๆ ทั้ง 18 ภาค ตามเขตการปกครองภาคของคณะสงฆ์ โดยถือเอารูปแบบโครงสร้างคณะกรรมการ ในลักษณะเดียวกับคณะกรรมการบริหาร ศปท. ในส่วนกลาง เป็นตัวอย่าง โดยมีนโยบายมุ่งเน้นภาระกิจการอบรมหลักธรรมและวิธีปฏิบัติพระสัทธรรม (ไตรสิกขา) ตามแนวสติปัฏฐาน 4 เพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่ๆ และพัฒนาคุณวุฒิคุณธรรมแก่พระวิปัสสนาจารย์และบุคลากรของสำนักปฏิบัติธรรมที่มีอยู่เดิม รวมทั้งพัฒนากิจกรรมของสำนักปฏิบัติธรรมภายในภาค โดย ศปท. ส่วนกลางจะสนับสนุนทางวิชาการ ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็จะสนับสนุนงบประมาณเท่าที่จะสามารถจัดสรรให้ได้

ในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำภาคแต่ละภาค ต้องริเริ่มจากเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด รวมตัวกันตั้งเป็นคณะกรรมการจัดตั้งศูนย์ ศปท. ประจำภาค และเสนอขออนุมัติและขอความสนับสนุนและอุปถัมภ์ด้านการดำเนินงานจากคณะปกครองในระดับภาคเอง

(2.2) หลักสูตรการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำภาคแต่ละภาคสนับสนุนให้มีศูนย์ฝึกอบรมทั้ง 5 สาย หรือ เท่าที่มีความพร้อม ทั้งทางด้านบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวิทยากรประจำศูนย์ (ศปท.) ประจำภาค และสามารถจัดตั้งเป็นศูนย์อบรมประจำภาคได้ โดยอาจเริ่มจากสายธรรมปฏิบัติที่พร้อมก่อน แล้วค่อยขยายไปยังสายอื่นๆ เท่าที่จะเป็นไปได้

สำหรับภาควิชาการและวิธีการปฏิบัติของแต่ละสาย ก็ทราบกันดี เพราะ ศปท. ได้รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงหลักวิชาของของทั้ง 5 สาย ไว้เป็นคู่มือศึกษาสัมมาปฏิบัติในแต่ละสาย และคู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขาตามแนวสติปัฏฐาน 4 ตามอรรถาธิบายในคัมภีร์พระวิสุทธิมรรค ให้แล้ว เพียงแต่ขอให้นำไปจัดอบรมและเผยแผ่ให้เกิดประสิทธิผลเท่านั้น

ส่วนเรื่องระยะเวลาและวิธีการจัดอบรม ที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมากว่า ควรจัดในระยะเวลาประมาณ 15 วัน โดยมีเนื้อหาหลักสูตร ในส่วนภาคปริยัติ ควรเน้น “โพธิปักขิยธรรม” องค์ธรรมเป็นฝักฝ่ายแห่งญาณเครื่องตรัสรู้ 37 ประการ โดยใช้เวลาประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของระยะเวลาการอบรม ส่วนเวลาที่เหลือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นภาคปฏิบัติกรรมฐานของแต่ละสาย และในหลักสูตรการอบรม ต้องมีครบทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติ ทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน โดยถือตามแนวสติปัฏฐาน 4 เป็นหลัก ส่วนใครจะถือธรรมอันเป็นอารมณ์สมถะ และ/หรือ ธรรมอันเป็นอารมณ์วิปัสสนาใด ในการเจริญภาวนา ก็ให้มีอิสระในการเลือกถือปฏิบัติตามจริตอัธยาศัยของตน

(2.3) ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดทุกสำนักรับนโยบายศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ไปปฏิบัติให้เข้มแข็ง จริงจัง และต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ประจำวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้จัดประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา และครู/อาจารย์ผู้สอนระดับชั้นประถม – มัธยม และอุดมศึกษา ร่างหลักสูตรสำหรับให้ใช้เป็นแนวทางในการให้การศึกษาอบรมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยเน้นให้เห็นความสำคัญของสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ชาวไทยต้องช่วยกันพิทักษ์รักษาให้เจริญและมั่นคง และเน้นวิธีการอบรมธรรม 3 ระดับ คือ ระดับเยาวชน ตั้งแต่ นักเรียนชั้นอนุบาล – มัธยมศึกษาตอนต้น , ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย – อุดมศึกษา และระดับผู้ใหญ่วัยทำงานทั่วไป ดังที่ได้แนบตัวอย่างหลักสูตรการอบรมทั้ง 3 ระดับ นั้น มาเพื่อโปรดพิจารณาด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด สามารถปรับปรุงใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละท้องที่ของตน

(2.4) ในการให้การศึกษาอบรมพระกัมมัฏฐาน ขอไม่ให้เจ้าคณะผู้ปกครอง (รวมทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาคณะสงฆ์) ผูกขาดวิธีการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน โดยยึดแต่เฉพาะสายที่ตนกำหนดเพียงส่วนเดียว ขอให้ส่งเสริมการศึกษาสัมมาปฏิบัติทุกสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายสำนักปฏิบัติธรรมใหญ่ 5 สำนัก ที่มีผู้นิยมปฏิบัติกันมาก โดยให้มีอิสระในการถือธรรมอันเป็นอารมณ์สมถะ และ/หรือ ธรรมอันเป็นอารมณ์วิปัสสนา ตามจริตอัธยาศัยของตน

(2.5) ขอเมตตาทางการคณะสงฆ์ช่วยพิจารณาแนวทางจัดตั้ง “กองวิปัสสนา” ให้มีฐานะเท่า “กองธรรม” และ/หรือ “กองบาลี” ประกอบด้วย “แม่กองวิปัสสนา” ผู้ทรงคุณธรรมจากประสบการณ์ในการศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรม สามารถบริหารกิจการการให้การศึกษาอบรมพระสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน และพัฒนาคุณวุฒิ – คุณธรรม พระวิปัสสนาจารย์ ประจำสำนักปฏิบัติธรรมทั่วทั้งสังฆมณฑล ด้วยพรหมวิหารธรรม ไม่อคติ ให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจนี้ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สามัคคีธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้เจริญและมั่นคง ให้สามารถเป็นที่พึ่งทางใจแก่สาธุชนพุทธบริษัททั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้อย่างแท้จริง

(2.6) เนื่องด้วยคณะกรรมการบริหาร ศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย (ศปท.) กำลังจะสิ้นวาระลงในวันที่ 23 เมษายน ศกหน้า (พ.ศ.2554) ที่ประชุมจึงได้มีมติให้จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมจากทั่วประเทศ ในประมาณระยะเวลาที่คณะกรรมการบริหาร ศปท. จะสิ้นวาระ เพื่อเลือกตั้งประธานและคณะกรรมการบริหาร ศปท. ชุดใหม่ต่อไป

ทั้งนี้ โดยอาศัยวิธีการเลือกผู้แทนจากภาคการปกครองคณะสงฆ์ทั้ง 18 ภาค (ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย) ภาคละ 1 รูป เพื่อให้พิจารณาคัดเลือกและเสนอชื่อประธานคณะกรรมการบริหาร (มากกว่า 1 รูปได้) ให้ที่ประชุมเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดทั่วประเทศได้พิจารณาเลือกประธาน รองประธาน และกรรมการบริหาร ศปท. ชุดใหม่ เพื่อสืบทอดการบริหาร/จัดการ ศปท. ต่อไปด้วย